การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนางานตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของเทศบาลตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
##plugins.themes.bootstrap3.article.main##
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย คือ ๑. เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนางานตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของเทศบาลตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ๒. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนางานตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของเทศบาลตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ๓. เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะในการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนางานตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของเทศบาลตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย และ ๔. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนางานตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของเทศบาลตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย จากจำนวนประชากรทั้งสิ้น ๔,๘๒๑ คน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Sampling) ทำการหากลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของทาโร่ ยามาเน่ ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง คือ จำนวน ๓๖๙ คน และเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ เพื่อหาค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และทำการทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test) ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One Way ANOVA) และข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเจาะจง จำนวน ๗ รูป/คน สาระสำคัญของประเด็นการสัมภาษณ์ จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis Technique) ด้วยวิธีพรรณนาเป็นความเรียง
ผลการวิจัยพบว่า ๑. การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนางานตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของเทศบาลตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย พบว่า มีระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนางานตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของเทศบาลตำบลแม่คำ ในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง (x = ๒.๙๔, S.D.=๐.๕๒๒) ๒. การเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนางานตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของเทศบาลตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย การทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์ความแตกต่างจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน พบว่า ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนการจำแนกตามอาชีพ พบว่า แตกต่างกัน จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ๓. ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนางานตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของเทศบาลตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คือประชาชนไม่ให้ความร่วมมือกับทางเทศบาลในการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ควรปลูกจิตสำนึกให้กับประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่นร่วมกับทางเทศบาล, เพราะประชาชนไม่เข้าใจในแต่ละเรื่อง จึงไม่ให้ความร่วมมือ ควรให้การอบรม ให้ความรู้ในแต่ละเรื่องแก่ประชาชนที่ยังไม่เข้าใจ, ประชาชนเข้าใจว่าเป็นหน้าที่ของทางเทศบาลจะต้องมีการเสียสละในการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ เพื่อประโยชน์ของท้องถิ่น จึงสมควรให้การศึกษา อบรม เรื่องหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย และประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผลการทำงานของเทศบาล เทศบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนรับรู้ เข้าใจ แก้ปัญหาความต้องการของประชาชนให้ถูกต้อง ทั่วถึง อย่างเท่าเทียมกัน ๔. แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนางานตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของเทศบาลตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ การเสียสละในการมีส่วนร่วมของประชาชน และสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนเห็นคุณค่าของการตระหนักต่อปัญหาของท้องถิ่นในปัจจุบัน ส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน พยายามดึงพลังมวลชนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมจัดเรียงลำดับความสำคัญของปัญหา ความต้องการ ข้อเสนอแนะ การทำประชามติระดับกลุ่มเพื่อเสนอแนวทางร่วมกันแก้ไขปัญหา ความต้องการของประชาชนร่วมกับทางเทศบาลได้ถูกต้องตรงตามความต้องการของประชาชน
##plugins.themes.bootstrap3.article.details##
ส่วน
การอ้างอิง
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). ธรรมนูญชีวิต. กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาบรรณสาร, ๒๕๔๓.
เทศบาลตำบลแม่คำ. สรุปผลการพัฒนาเทศบาลตำบลแม่คำในปีที่ผ่านมา (ปี พ.ศ. ๒๕๕๗), [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://www.tessabanmaekham.go.th/index. [๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๘].
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ส่วนที่ ๑๐ แนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน. ราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา, ๒๕๕๐.