การปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาทธรรมของผู้บริหารโรงเรียนในตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

##plugins.themes.bootstrap3.article.main##

ประดิษฐ์ จีนมัชยา

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาทธรรมของผู้บริหารโรงเรียนจักรคำคณาทร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อการบริหารโรงเรียนตามหลักอิทธิบาทธรรมของผู้บริหารโรงเรียนจักรคำคณาทร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาทธรรมของผู้บริหารโรงเรียนจักรคำคณาทร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ดำเนินการวิจัยโดยการวิจัยแบบผสม (Mixed Methods) ประชากรกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนจักรคำคณาทร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน จำนวน 212 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครู เจ้าหน้าที่ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในโรงเรียนจักรคำคณาทร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวโดยการเทียบสัดส่วนตาม (Proportional Multi-Stage Random Sampling) ในการกำหนดกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 140 คน ใช้การสุ่มแบบเจาะจงในการแจกแบบสอบถาม ได้แก่ บุคลากร จำนวน 140 นำแบบสอบถามทั้งหมดมาตรวจสอบความสมบูรณ์ความถูกต้องในการตอบแบบสอบถาม แล้วนำมาคัดเลือกฉบับที่สมบูรณ์เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูล โดยการบันทึกคะแนนแต่ละข้อของแต่ละคนลงในแบบลงรหัส (Coding Form) ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ เพื่อหาค่าความถี่ร้อยละ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานด้วยการทดสอบค่าที (t-test) และค่าเอฟ (F-test) ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way Anova) เมื่อพบว่ามีความแตกต่างจึงทดสอบความแตกต่างนัยสำคัญน้อยที่สุด (Least Significant Difference: LSD) ในส่วนของข้อคำถามปลายเปิดที่ได้จากข้อมูลสัมภาษณ์ ผู้วิจัยทำการจัดกลุ่มข้อมูล (Data Grouping) สาระของประเด็น จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis Technique)


จากการศึกษาผลการวิจัยพบว่า




  1. บุคลากรในโรงเรียนจักรคำคณาทร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน มีระดับความคิดเห็นที่มีต่อการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาทธรรมค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อจำแนกรายเป็นด้านพบว่าระดับความคิดเห็นที่มีต่อการปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาท 4 ด้านฉันทะ อยู่ในลำดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านวิมังสา รองลงมาคือด้านจิตตะ ส่วนด้านวิริยะอยู่ในลำดับน้อยที่สุด




  2. การเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นในการปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนจักรคำคณาทร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ด้วยการทดสอบสมมุติฐานโดยการวิเคราะห์ความแตกต่างตามการจำแนกปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน พบว่า ด้านเพศ ด้านอายุและรายได้ มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน ส่วนด้านระดับการศึกษามีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จึงยอมรับสมมุติฐานที่ตั้งไว้




  3. จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลแนะนำที่สำคัญพบว่า มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ นอกจากการใช้หลักอิทธิบาทธรรมแล้วควรนำหลักธรรมอื่นๆ มาปรับประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน เช่น หลักธรรมาภิบาล หลักพรหมวิหาร 4 หลักสังคหวัตถุ 4 เป็นต้น กล่าวโดยสรุป ทุกๆ องค์กร ทุกๆ หน่วยงานต้องนำหลักธรรมมาปรับประยุกต์ใช้ในการทำงาน หลักธรรมหรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น ถึงแม้ว่าจะมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล นับถึงปัจจุบันเป็นเวลาสองพันกว่าปีแล้ว แต่ทุกหลักธรรมยังคงทันสมัยอยู่เสมอ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องดำเนินชีวิตและแนวทางในการบริหารงานได้เป็นอย่างดี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะหลักธรรมดังกล่าวเป็นความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ที่เรียกว่า “สัจธรรม” ปฏิบัติได้เห็นผลได้จริงอยู่ที่เราจะนำหลักธรรมข้อใดมาใช้ให้เหมาะสมกับตัวเรา กับองค์กรให้มากที่สุด สำหรับนักบริหารก็มีหลักธรรมสำหรับยึดถือและปฏิบัติอย่างมากมาย เพื่อให้การทำงานนั้นบรรลุตามวัตถุประสงค์



##plugins.themes.bootstrap3.article.details##

ส่วน

บทความวิจัย

การอ้างอิง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2552 ฉบับลงประชามติ. หมวดที่ 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ส่วนที่ 4 มาตรา 80, พ.ศ. 2550.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาฯ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2550-2554. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2550.

สุจิตรา บุณยรัตพันธุ์. ระเบียบวิธีวิจัยสำหรับรัฐประศาสนศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 8. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2549.