ศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อไสยศาสตร์กับสังคมชาวพุทธกัมพูชาในปัจจุบัน

##plugins.themes.bootstrap3.article.main##

พระมหานุกูล อินฺทสโร (จันณดา)

บทคัดย่อ

งานวิจัยเรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อไสยศาสตร์กับสังคมชาวพุทธกัมพูชาในปัจจุบัน” มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษากำเนิดและพัฒนาการแนวคิดเรื่องไสยศาสตร์ 2) เพื่อศึกษาบริบทและวิถีชีวิตของสังคมชาวพุทธในประเทศกัมพูชา และ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์กับสังคมชาวพุทธในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน


จากการวิจัยพบว่า ไสยศาสตร์ เป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก อาจกล่าวได้ว่า มีมนุษย์อาศัยอยู่ที่ใด ไสยศาสตร์จะมีอยู่ ณ ที่นั้น และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ไสยศาสตร์เกิดจากความกลัวภัยอันเกิดจากธรรมชาติ ประเภทของไสยศาสตร์เมื่อกล่าวโดยสรุปมี 2 อย่าง คือ ไสยศาสตร์ขาว (white magic) และไสยศาสตร์ดำ (black magic) ไสยศาสตร์ขาว คือ ไสยศาสตร์ที่มีไว้เพื่อสร้างความดี ส่วนไสยศาสตร์ดำ คือ ไสยศาสตร์ที่มีไว้เพื่อสร้างความชั่ว ไสยศาสตร์บางอย่างไม่สามารถกำหนดแน่ชัดว่าเป็นขาวหรือดำ กล่าวคือสามารถทำให้เป็นได้ทั้งขาวและดำ ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ใช้ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเรียกไสยศาสตร์ประเภทนี้ว่า ไสยศาสตร์เทา


ในสังคมกัมพูชา ประชาชนที่นับถือพระพุทธศาสนามักจะมีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ควบคู่กันไป แต่ถ้ากล่าวโดยหลักการแล้ว พระพุทธศาสนากับไสยศาสตร์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สาเหตุที่ทำให้ไสยศาสตร์ในสังคมกัมพูชากลมกลืนกับพระพุทธศาสนาอาจจะมาจากการที่มีพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเป็นผู้ทำพิธีทางไสยศาสตร์นั่นเอง ดังนั้น เมื่อมองในแง่ของสังคมพระพุทธศาสนากับไสยศาสตร์สามารถไปในทางเดียวกันได้ ด้วยเหตุนี้ โบราณาจารย์ในพระพุทธศาสนาจึงอนุโลมให้พระภิกษุเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ได้ การอนุโลมดังกล่าวเพื่อใช้ไสยศาสตร์นำหน้าพระพุทธศาสนา เพื่อให้ผู้ที่เชื่อในไสยศาสตร์เข้ามาใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากขึ้น ทำให้ง่ายต่อการสอดแทรกหลักธรรมของพระพุทธศาสนาในภายหลัง


ความสัมพันธ์ของความเชื่อไสยศาสตร์และความเชื่อพระพุทธศาสนาของชุมชนหมู่บ้านตาฮองนั้น ผลปรากฏว่า ความเชื่อในเรื่องทั้งสองนั้นเป็นไปในทางเดียวกัน ทั้งในการนำสัญลักษณ์ของความเชื่อมาใช้เป็นลักษณะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ร่วม ความหมายเชิงปฏิบัติและวัตถุประสงค์ในการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ลักษณะความเชื่อดังกล่าวสามารถนำมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เกิดขวัญและกำลังใจในการดำรงชีวิตจนเกิดเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีประจำหมู่บ้านตาฮองขึ้นมา เป็นการยากมากที่จะแยกประเพณีพระพุทธศาสนาออกจากประเพณีไสยศาสตร์ ซึ่งเป็นการยืนยันว่า ในจิตศรัทธาของคนกัมพูชาหมู่บ้านนี้ พระพุทธศาสนากับไสยศาสตร์เข้ากันได้เป็นอย่างดี และเกื้อกูลกันอย่างใกล้ชิดโดยมีหลักพระพุทธศาสนาเป็นหลักเกื้อกูลความเชื่อและประเพณีทางไสยศาสตร์

##plugins.themes.bootstrap3.article.details##

ส่วน

บทความวิจัย

การอ้างอิง

เดวิด แชนด์เอลร์. ประวัติศาสตร์กัมพูชา. แปลโดยพรรณงาม เง่าธรรมสาร และคณะ. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2546.

ทรงธรรม ปานสกุณ. “ร่องรอยพระพุทธศาสนาในอาณาจักรเขมรโบราณก่อนพุทธศตวรรษที่ 17”. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเขมรศึกษา ภาควิชาภาษาตะวันออก. กรุงเทพมหานคร: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2548.

ธิบดี บัวคาศรี. ประวัติศาสตร์กัมพูชา. กรุงเทพมหานคร: เมืองโบราณ, 2547.

ธีระ นุชเปี่ยม. การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองกัมพูชา. กรุงเทพมหานคร: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2542.

นักองค์ นพรัตน์. ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา. แปลโดย ทองดี ธนรัชต์. พิมพ์ครั้งที่ 2. จันทบุรี: สำนักพิมพ์ศรีปัญญา, 2550.

บุญปลูก ส่วนพงษ์. พรรคคอมมิวนิสต์กับการปฏิวัติในกัมพูชา. กรุงเทพมหานคร: กรุงสยามการพิมพ์, 2523.

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2539.