รูปแบบการบริหารงานสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเหล่า อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่

##plugins.themes.bootstrap3.article.main##

วิไลลักษณ ชุ่มดวง
สมจิต ขอนวงค์
สายัณห์ อินนันใจ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารงานสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามหลักสังคหวัตถุ 4 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเหล่า อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้สูงอายุต่อการบริหารงานสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามหลักสังคหวัตถุ 4 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเหล่า อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ จำแนกตามเพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษาและรายได้ 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะการบริหารงานสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามหลักสังคหวัตถุ 4 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเหล่า อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ 4) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามหลักสังคหวัตถุ 4 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเหล่า อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ซึ่งดำเนินการวิจัยโดยวิจัยแบบผสานวิธี ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเหล่า อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ จำนวน 1,071 คน ทำการหาขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ ทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 291 คน ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการอธิบายลักษณะข้อมูลทั่วไปและทำการทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบค่าทีและค่าเอฟ ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว เมื่อพบว่ามีความแตกต่างจึงทดสอบความแตกต่างรายคู่โดยวิธีการหาผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุด ในส่วนของข้อคำถามปลายเปิดที่แสดงปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ ผู้วิจัยทำการจัดกลุ่มตามประเด็นที่กำหนดไว้ในแบบสอบถามปลายเปิด จากนั้นจะทำการวิเคราะห์ โดยใช้การแจกแจงความถี่และข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้วิจัยจะทำการจัดกลุ่มข้อมูลตามสาระสำคัญของประเด็นการสัมภาษณ์ จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา


ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อการบริหารงานสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามหลักสังคหวัตถุ 4 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเหล่า อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X = 4.01, S.D. = 0.109) ระดับความคิดเห็นผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อการบริหารงานสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามหลักสังคหวัตถุ 4 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเหล่า อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ด้วยการทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์ความแตกต่างตามการจำแนกปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษาและรายได้ พบว่า ปัจจัยด้านเพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และรายได้ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะการบริหารงานสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามหลักสังคหวัตถุ 4 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเหล่า อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ สรุปได้ คือ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ผู้สูงอายุไม่สามารถเดินทางมาติดต่อขอรับบริการได้ด้วยตนเอง ผู้สูงอายุมีข้อจำกัดในการอ่านและเขียนทำให้ไม่เข้าใจแบบฟอร์มหรือเอกสาร ควรเพิ่มเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้มากขึ้น ตั้งจุดให้บริการรับเรื่องเกี่ยวกับสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ให้คำแนะนำและอธิบายรายละเอียดแก่ผู้สูงอายุในการกรอกแบบฟอร์มเอกสารต่างๆ


สำหรับแนวทางการบริหารงานสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามหลักสังคหวัตถุ 4 ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเหล่า อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ พบว่า ผู้ให้ข้อมูลสำคัญส่วนใหญ่เน้นในเรื่องการนำหลักสังคหวัตถุ 4 ซึ่งเป็นหลักธรรมที่เกื้อหนุนการสงเคราะห์มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเหล่าเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุด้วยการให้การสงเคราะห์ ด้านการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะต่างๆ และปฏิบัติตามภารกิจ อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อประโยชน์ของผู้สูงอายุในท้องถิ่น

##plugins.themes.bootstrap3.article.details##

ส่วน

บทความวิจัย

การอ้างอิง

กระทรวงมหาดไทย, พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542, หน้า 3.

กระทรวงมหาดไทย, พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537, หน้า 10.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต), ธรรมนูญชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ 121, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัทสหธรรมิก จำกัด, 2553), หน้า 4.

องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเหล่า, ประกาศอบต.บ้านเหล่า เรื่อง ผู้มีสิทธิ์ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเหล่า อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558, หน้า 34.