การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของสตรีในเขตเทศบาลตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน

##plugins.themes.bootstrap3.article.main##

มุกดา เตจ๊ะสา
บุศรา โพธิสุข
นิกร ยาอินตา

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของสตรีในเขตเทศบาลตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน ๒) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของสตรีในเขตเทศบาลตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ๓) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะแนวทางการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของสตรีในเขตเทศบาลตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน ๔) เพื่อนำหลักอปริหานิยธรรมมาประยุกต์ใช้กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของสตรีในเขตเทศบาลตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน ดำเนินการวิจัยโดยการวิจัยแบบผสม ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีในเขตเทศบาลตำบลวังผาง ที่มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน ๓,๒๕๑ คน ทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยใช้การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างเทียบตารางเครจซี่และมอร์แกน คือ ๓๔๘ คน และเก็บข้อมูลโดยวิธีใช้แบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ เพื่อหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการอธิบายลักษณะข้อมูลทั่วไป และทำการทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบค่าเอฟ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว เมื่อพบว่ามีความแตกต่างจึงทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการหาผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุด ในส่วนของคำถามปลายเปิดที่แสดงปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะ ผู้วิจัยทำการจัดกลุ่มตามประเด็นที่กำหนดไว้ในแบบสอบถาม จากนั้นทำการวิเคราะห์ โดยใช้การแจกแจงความถี่ และข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ผู้วิจัยจะจัดทำการจัดกลุ่มข้อมูลตามสาระสำคัญของประเด็นการสัมภาษณ์ จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา


ผลการวิจัยพบว่า


๑. การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของสตรีในเขตเทศบาลตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = ๒.๕๑)


๒. การเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของสตรีในเขตเทศบาลตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน ด้วยการทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์ความแตกต่างตามการจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ วุฒิการศึกษา อาชีพ และรายได้ พบว่า ด้านอายุ วุฒิการศึกษาไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนด้านอาชีพ และรายได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้


๓. ผลการศึกษาปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะแนวทางการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของสตรีในเขตเทศบาลตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน สรุปได้ว่า สตรีบางส่วนยังไม่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่น เพราะตามขนบธรรมเนียมประเพณีชนบท สตรีมักจะถูกเลือกเป็นช้างเท้าหลัง ความคิดเห็นหรือการแสดงออกมักจะถูกบดบังตามความเชื่อที่สืบทอดสู่คนรุ่นหลัง บางอย่างจะคิดว่าสตรีไม่สามารถทำได้ และบทบาทในด้านการเมืองในท้องถิ่นยังมีไม่มาก เพราะการเลือกตั้งสตรีในความคิดของคนในชุมชนจะมองไม่เห็นความสำคัญของสตรี จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา การเลือกกลุ่มของผู้สมัครจะยึดติดกับกลุ่มของผู้นำในท้องที่เป็นผู้คัดเลือกหรือเสนอชื่อผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง คัดเลือกคนที่ใกล้ชิดหรือคนที่สามารถมีผลประโยชน์ร่วมกันได้เป็นผู้ลงสมัคร สตรีควรมีความสนใจเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองให้มากขึ้น และกล้าแสดงออกให้เท่าเทียมกับสังคมเพศชายให้เป็นที่ยอมรับกับการเป็นผู้นำท้องถิ่น โดยนำทั้งข้อดีและข้อเสียมาปรับใช้ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี


๔. การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรมกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของสตรีในเขตเทศบาลตำบลวังผาง พบว่า ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เน้นการเปิดโอกาสเป็นวิธีหนึ่งในการส่งเสริมให้สตรีมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นของสตรีสามารถเกิดขึ้นได้จากการให้โอกาสของทุกภาคส่วนของท้องถิ่นในการได้มีส่วนร่วม การทำงานต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยอมรับซึ่งกันและกัน ทำตามหน้าที่มีความรับผิดชอบไม่ให้เกิดการบกพร่อง เกิดความชอบธรรม ดำเนินการอย่างพร้อมเพียง มีความสามัคคีในกลุ่มการทำงาน ไม่แบ่งฝ่ายชายหญิง เพื่อประโยชน์ของสังคมชุมชน

##plugins.themes.bootstrap3.article.details##

ส่วน

บทความวิจัย

การอ้างอิง

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๑๒. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖.

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.

สมาน รังสิโยกฤษฎ์. การบริหารราชการไทยในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต. กรุงเทพมหานคร: บรรณกิจ, ๒๕๔๓.

อุเทน ปัญโญ. ระเบียบวิธีวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่.