ทาสเจดีย์: สัญลักษณ์รัฐศาสนาที่เมืองพุกาม ประเทศเมียนมา
##plugins.themes.bootstrap3.article.main##
บทคัดย่อ
บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประเด็น คือ (1) เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องทาสและทาสเจดีย์ ในพระพุทธศาสนา (2) เพื่อศึกษาเมืองพุกามด้านประวัติศาสตร์และความสำคัญ และ (3) เพื่อศึกษา บทบาทของทาสเจดีย์ด้านพระพุทธศาสนาที่เมืองพุกาม นำเสนอในเชิงเอกสาร ข้อมูลหลักจาก พระไตรปิฎกและหนังสือวิชาการ เพื่อมาสนับสนุนในการวิเคราะห์ข้อมูล และใช้วิธีการศึกษาแบบ วิเคราะห์ข้อมูลเอกสาร (content analysis)
ผลการศึกษาพบว่า เมืองพุกามเป็นราชธานีที่รุ่งเรืองด้วยอารยธรรมแบบพระพุทธศาสนาใน ประเทศเมียนมา ในอดีตพุกามมีโครงสร้างการปกครองที่ประกอบด้วย (1) พระมหากษัตริย์ (2) เจ้า เมือง คือพวกเมียวทุคยี (Myothugyi) และ(3) ทาส คือคยูน (Kyun) และทาสที่นายอุทิศให้ พระพุทธศาสนาเรียกว่า พยาคยูน (Paya Kyun) ทาสนั้นเป็นชนชั้นกรรมาชีพมีฐานะทางสังคมที่ต่ำสุด กลุ่มทาสนั่นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทาสที่เกิดขึ้นในภาวะปกติ ได้แก่กลุ่มทาสที่เป็นมรดก, ทาส สินไถ่, ทาสในเรือนเบี้ย เป็นต้นและกลุ่มทาสที่เกิดขึ้นในภาวะสงคราม ซึ่งถูกจับในฐานะเชลยศึก ใน จำนวนทาสเหล่านี้ ทาสที่นายทาสอุทิศให้กับพระพุทธศาสนามีหน้าที่ในการสร้างและทำนุบำรุงศาสน สถาน เรียกว่า “ทาสเจดีย์” ในความเป็นรัฐของอาณาจักรพุกามนั้น มีเอกลักษณ์ความเป็นรัฐศาสนา ซึ่งมีทาสเจดีย์เป็นกลไกในสร้างรัฐ ซึ่งมีองค์ประกอบ 5 ประเด็น คือ (1) สร้างอัตลักษณ์รัฐด้วยพุทธ ศาสนา (2) ขจัดลัทธินอกรีต (3) ยึดมั่นในพระรัตนตรัย (4) สร้างระบบศักดินา (Feudalism) ที่เอื้อต่อความมั่นคง และ (5) กระจายอำนาจการปกครองในระบบศักดินา (Feudalism) ทาสเจดีย์เหล่านี้ จึง ค่ำ แต่ เป็นผู้ปิดทองหลังองค์พระเจดีย์แห่งเมืองพุกาม กลุ่มทาสเหล่านี้ถึงแม้มีฐานะทางสังคมที่ต่ำ แต่ ทรงคุณค่าคือได้สร้างสรรค์พุทธศิลปะให้อนุชนได้ชื่นชม และฝากไว้เป็นมรดกให้กับอารยธรรมของ ประเทศเมียนมาตราบเท่าทุกวันนี้
##plugins.themes.bootstrap3.article.details##
ส่วน
การอ้างอิง
จำนงค์ ทองประเสริฐ. (2542). พระพุทธศาสนากับสังคมและการเมือง. กรุงเทพมหานคร: ต้นอ้อ.เจษฎา ทองขาวและคณะ. (กรกฎาคม 2560). “พระพุทธศาสนากับศักดิ์ความเป้นมนุษย์: ท่าทีและการปฏิบัติต่อทาส”, วารสารนิติสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 10(2).
ทัศสภา อุมะวิชนี. (มกราคม 2557). “การปะทะกันของแนวคิดอุดมการณ์สมัยใหม่ในงานประวัติศาสตร์นิพนธ์ทาสยุคโบราณ”, วารสารประวัติศาสตร์, 1(1).นวลจันทร์ คำปังสุ. (2551). เมียนมา. พิมพ์ครั้งที่ 3, กรุงเทพมหานคร: หน้าต่างสู่โลกกว้าง.
บุญเทียม พลายชมภู. (2549). เมียนมา: ประวัติศาสตร์ อารยธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์.
บุญสืบ อินสาร. (2555). พจนานุกรมบาลี-ไทย ธรรมบทภาค 1-4 ร่วมฉลองจตุมงคล, กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน).ประพันธ์ กุลวินิจฉัย. (มกราคม 2557). “วิเคราะห์เรื่องพระพุทธรูปในฐานะปูชนียวัตถุของชาวพุทธ”, วารสารวิจัยพุทธศาสตร์ Buddhist Research Journal, 1 (1).พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554.(2556).พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสถาน.
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ. (2537). ปทานุกรม บาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต, พิมพ์ครั้งที่ 4, กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราชวิทยาลัย.พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2553). กาลานุกรม พระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก, นครปฐม: วัดญาณเวศวัน.
พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี ป.ธ.9). (2559) พจนานุกรมไทย-บาลี, กรุงเทพมหานคร: วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร.
พระศรีคัมภีรญาณ. (2557). รายงานการวิจัยเรื่องพจนานุกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พิพัฒน์ พสุธารชาติ. (2545). รัฐกับศาสนา บทความว่าด้วยอาณาจักร ศาสนจักร และเสรีภาพ. กรุงเทพมหานคร: ศยาม.
ภพพล จันทร์วัฒนกุล.(2555). ประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะเมียนมา, กรุงเทพมหานคร: เมืองโบราณ.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.มัลลิกา ภูระธน พระระพิน พุทฺธิสาโร. (มกราคม 2559). “เมียนมา: พระอึดอัดที่วัดมนูหะ การสื่อสารทางการเมืองและตัวตน”, วารสารพุทธศาสนาอาเซียนศึกษา, 1(1).
วิรัช นิยมธรรม. (2551). คิดแบบเมียนมา ว่าด้วยชาติและวีรบุรุษในตำราเรียน, มหาสารคาม: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.สุธิดา ตันเลิศ. (กรกฎาคม 2555) “ข่า: ทาสในมณฑลลาวตะวันออกและมณฑลลาวตะวันออกเฉียงเหนือระหว่าง ค.ศ.1779-1904”. วารสารวิจิตรศิลป์, 3(2).
หม่อง ทิน อ่อง. (2549). ประวัติศาสตร์เมียนมา. แปลโดย เพ็ชรี สุมิตร. พิมพ์ครั้งที่ 3, กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย.
อัธยา โกมลกาญจน์. (2541). ประวัติศาสตร์อารยธรรมกรีก-โรมัน, พิมพ์ครั้งที่ 5, กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.