วิสาหกิจผ้าหม้อห้อมจังหวัดแพร่ : องค์ความรู้ และการจัดการเชิงเครือข่ายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
##plugins.themes.bootstrap3.article.main##
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสม ระหว่าง การวิจัยเชิงคุณภาพ กับวิจัยเชิงปริมาณมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท สภาพปัจจุบันและปัญหาการดำเนินงานวิสาหกิจผ้าหม้อห้อมเพื่อศึกษาองค์ความรู้และการจัดการเชิง เครือข่ายวิสาหกิจผ้าหม้อห้อมอย่างมีส่วนร่วม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อวิเคราะห์ระบบความสัมพันธ์และผลสำเร็จ ของการจัดการเชิงเครือข่ายที่มีต่อวิสาหกิจผ้าหม้อห้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และเพื่อเสนอองค์ความรู้และระบบ การจัดการเชิงเครือข่ายที่มีผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของวิสาหกิจผ้าหม้อห้อมจังหวัดแพร่
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้สำหรับตอบแบบสอบถามตัวแทนสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจผ้าหม้อห้อมจังหวัดแพร่ ได้แก่ พระสงฆ์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกเทศมนตรี แกนนำในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์หม้อห้อมสู่ตลาด และประชาชน ทั่วไปที่เป็น จำนวน 100 รูป/คน โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานใช้สัมภาษณ์เชิงลึก ตัวแทนกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์หม้อห้อม จำนวน 2 คน ตัวแทน/องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (อปท. ผู้นำในตำบลทุ่งโฮ้ง จำนวน 6 คน พระสงฆ์ จำนวน 6 รูป และประชาชนที่เป็นเจ้าของร้านค้า ปลีกค้าส่ง จำนวน 2 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 18 คน สำหรับการสนทนากลุ่มเฉพาะ โดยดำเนินการสนทนากลุ่มเฉพาะ ระหว่างผู้วิจัย ตัวแทนกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์หม้อห้อม จำนวน 4 คน ตัวแทน/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)และ ผู้นำ ในตำบลทุ่งโฮ้ง จำนวน 4 คน พระสงฆ์ จำนวน 2 รูป และประชาชนที่เป็นเจ้าของร้านค้าปลีกค้าส่ง จำนวน 2 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 12 รูป/คน
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า 1.ด้านบริบท สภาพปัจจุบันและปัญหาการดำเนินงานวิสาหกิจผ้าหม้อห้อม พบว่า ร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์หม้อห้อมส่วนใหญ่อยู่ติดกับถนนทำให้สถานที่จอดรถของลูกค้าไม่สะดวก ร้านค้า ส่วนใหญ่ ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าของร้าน มีที่ทำเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม ภูมิทัศน์หน้าร้านและสภาพแวดล้อม ไม่ได้ตกแต่งให้สวยงาม น่าสนใจและดึงดูดใจลูกค้าเท่าที่ควร ขาดวัตถุดิบ คือต้นห้อมซึ่งเป็นพืชที่จะต้องนำมาหมัก เพื่อเป็นสีในการย้อมผลิตภัณฑ์หม้อธรรมชาติ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อห้อมไม่เท่ากัน ขาดการรวมกลุ่มกันอย่าง จริงจังของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนหม้อห้อม เป็นต้น 2.ด้านองค์ความรู้และการจัดการเชิงเครือข่ายวิสาหกิจผ้าหม้อห้อมอย่างมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามทฤษฎี 5 M พบว่า 1. หากมีการรวมกลุ่มของ บุคลกรในกลุ่มสมาชิก ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์หม้อห้อมให้เป็นรูปธรรม ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน จะส่งผลต่อเสถียรภาพ และความมั่นคงของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนผ้าหม้อห้อม 2.ขาดมาตรฐานด้านขนาด ซึ่งแต่ละร้านมีการผลิตที่ไม่เท่ากัน 3 .สินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อห้อมยังขาดการส่งเสริมให้มีคุณภาพสู่มาตรฐานที่เป็นระดับสากล 4.การเปิดเวทีใน สภาพปัญหา และการ การแสดงความคิดเห็นในการบริหารจัดการของวิสาหกิจผ้าหม้อห้อมเพื่อให้มองเห็นบริบท จัดการเชิงเครือข่ายอย่างมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับวัน เวลา และสถานที่เป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง 5 ควรสร้างระบบ การบริหารจัดการที่ดีเป็นกิจจะลักษณะ เป็นต้น 3.ด้านระบบความสัมพันธ์ ผลสำเร็จ และองค์ความรู้ของการจัดการ เชิงเครือข่ายที่มีต่อวิสาหกิจผ้าหม้อห้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พบว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนควรมุ่งเน้นสีหม้อห้อมที่ได้ จากต้นห้อมธรรมชาติ เพื่อรักษาอัตลักษณ์มากกว่าการใช้สีย้อมจากเคมีภัณฑ์ ควรเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ทั้งในชุมชนและนอกชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกับสมาชิกวิสาหกิจผ้าหม้อห้อม ควรทำการตลาดในเชิงรุกแต่ต้องร่วมมือกันเป็นสำคัญต้องขยายตัวออกจากพื้นที่ในต่างจังหวัด และต่างประเทศ ยังไม่เป็นเอกภาพ ต่างคนต่างค้า คุณภาพสินค้า ขนาด และราคาไม่เป็นไปในทิศทาง ควรมีการ ร่วมมือกันในลักษณะที่เป็นสหกรณ์ ควรมองให้เห็นว่าเป็นธุรกิจครอบครัวใหญ่ และควรมีการปฏิสัมพันธ์ในกิจกรรม ด้านวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมและประเพณีวัฒนธรรม 4.องค์ความรู้และระบบการจัดการเชิงเครือข่ายที่มีผลต่อการ พัฒนาที่ยั่งยืนของวิสาหกิจผ้าหม้อห้อมจังหวัดแพร่ พบว่า หากมีการร่วมกลุ่มกันในมิติทางด้านกิจกรรมด้านวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมและประเพณีวัฒนธรรมและการปฏิสัมพันธ์ในแนวราบมากกว่าแนวดิ่งการปฏิสัมพันธ์เชิงบวกมากกว่า เชิงลบการปฏิสัมพันธ์เชิงรูปธรรมมากกว่านามธรรม และการปฏิสัมพันธ์เชิงปฏิบัติมากกว่านโยบายจะเป็นองค์ความรู้ ที่สำคัญในอันที่จะบูรณาการการจัดการเครือข่ายสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
##plugins.themes.bootstrap3.article.details##
ส่วน
การอ้างอิง
โกวิทย์ พวงงาม. มิติใหม่การปกครองท้องถิ่นวิสัยทัศน์กระจายอำนาจและการบริหารท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร : เสมาธรรม, 2550.
ขนิฏฐา กาญจนรังสีนนท. (2547). “การสร่างความเข้มแข็งของชุมชนโดยองคกรเครือขาย” วารสารพัฒนาชุมชน, 38 (9).
ชุติมา สัจจานันท์ และคณะ. “การสังเคราะห์องค์ความรู้ห้องสมุดมีชีวิตรูปแบบอุทยานการเรียนรู้” รายงานการวิจัย, สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.): มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,2554.
ชื่น ศรีสวัสดิ์, “การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: กรณีวัฒนธรรมของชุมชนชาวกวยในเขตอีสานใต้และลาวใต้”. รายงาน การวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์, 2550.
ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ และพิทยา ว่องกุล, วิสาหกิจชุมชน กลไกเศรษฐกิจฐานราก. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : เอดิสันเพลสโปรดักส์, 2554.
นฤมล นิราทร. การสรางเครือขายการทำงาน : ข้อควรพิจารณาบางประการ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร: 2543.
นิรันดร์ จงวุฒิเวศ. “กลวิธีแนวทางวิธีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในงานพัฒนาชุมชน,”ในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา, บรรณาธิการโดยทวีทองหงส์วิวัฒน์, กรุงเทพมหานคร : ศูนย์การศึกษา นโยบายสาธารณสุขมหาวิทยาลัยมหิดล, 2527.