วิสาหกิจผ้าทอเมืองแพร่: องค์ความรู้และการจัดการเชิงเครือข่ายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
##plugins.themes.bootstrap3.article.main##
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท สภาพปัจจุบันและปัญหาการดำเนินงานวิสาหกิจผ้าทอเมืองแพร่ ศึกษาองค์ความรู้และการจัดการเชิงเครือข่ายวิสาหกิจผ้าทอเมืองแพร่อย่างมีส่วนร่วม เพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืน วิเคราะห์ระบบความสัมพันธ์และผลสำเร็จของการจัดการเชิงเครือข่ายที่มีต่อวิสาหกิจผ้าทอเมืองแพร่เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และเสนอองค์ความรู้ และระบบการจัดการเชิงเครือข่ายที่มีผลต่อการพัฒนา ที่ยั่งยืนของวิสาหกิจผ้าทอเมืองแพร่ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) โดยใช้ระเบียบวิธี เชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการแจกแบบสอบถาม (Questionnaire) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR)จำนวน สมาชิกกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่อำเภอเมืองแพร่และอำเภอลอง จังหวัดแพร่ ซึ่งมีจำนวน 343 คน และหาขนาดกลุ่มตัวอย่างได้ จำนวน 184 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้สัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interviews) ได้แก่ ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ,ผู้นำ ชุมชน, ตัวแทนผ้าทอ จำนวน 14 คน กลุ่มตัวอย่างที่ดำเนินการสนทนากลุ่มย่อย (Focus Groups Discussion) เนื่องจากผู้วิจัยได้กำหนดพื้นที่กรณีศึกษาในเขตจังหวัดแพร่ ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองแพร่ และอำเภอลอง ที่มี การจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน ประกอบด้วย ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ,ผู้นำชุมชน, ตัวแทนกลุ่มผ้าทอ จำนวน 8 คน โดยใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การตีความตามวัตถุประสงค์
ผลการวิจัยพบว่า
1. บริบท สภาพปัจจุบันและปัญหาการดำเนินงานวิสาหกิจผ้าทอเมืองแพร่ ผ้าทอพื้นเมืองกลุ่มคน จังหวัดแพร่เป็นกลุ่มคนที่มีวิถีการดำรงชีวิตในการสืบสานขั้นตอนวิธีการทอดั้งเดิมมาช้านานมีความโดดเด่นมี เอกลักษณ์เฉพาะในเรื่องการทอการย้อมการใช้สีและลวดลายบนผ้าทอการทอผ้าของคนในชุมชนยังสะท้อนให้เห็นถึง วิถีชีวิตความเป็นอยู่ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันกลุ่มคนเมื่อแพร่มีวิถีการ ดำรงชีวิตแบบดั้งเดิม โดยการใช้องค์ความรู้ภูมิปัญญา ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ได้รับการสืบทอดต่อกันมาในการ ดำรงชีวิตตั้งแต่สมัยโบราณกาล
จังหวัดแพร่มีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนซึ่งก่อให้เกิดรายได้ ส่งเสริมและอนุรักษ์การใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีหน่วยงานภาคีระดับอำเภอ และจังหวัด ให้การส่งเสริม และสนับสนุน ปัญหาอุปสรรคที่พบ ได้แก่ การดำเนินกิจกรรมไม่ต่อเนื่องของวิสาหกิจ การบันทึกข้อมูลในระบบ สารสนเทศวิสาหกิจชุมชนล่าช้า การออกแบบการผลิตสินค้าไม่ตรงตามความต้องการ ขาดทักษะในการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ คุณภาพสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ขาดแคลนแรงงานในการผลิตเนื่องจากเป็นวัยที่ผลิตอายุเกิน 50 ปีเป็นส่วนมาก ขาดความรู้ความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจ ไม่มีการจัดทำบัญชีที่ถูกต้องทำให้ไม่สามารถรับรู้รายได้ รายจ่ายที่แท้จริง เงินทุนไม่เพียงพอ ขาดเงินทุนหมุนเวียน เงินทุนในการสร้างหรือปรับปรุงโรงเรือน อาคารสถานที่ ประกอบการไม่สมบูรณ์วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตไม่ทันสมัยและได้มาตรฐาน
2. องค์ความรู้และระบบการจัดการเชิงเครือข่ายที่มีผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของวิสาหกิจ ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อศึกษาองค์ความรู้และระบบการจัดการรายด้านจากค่าเฉลี่ยสูงไปหาค่าเฉลี่ยต่ำได้แก่ 1) ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน 2) ด้านการเสริมสร้างซึ่งกันและกัน 3) ด้านการพึ่งพิงอิงร่วมกัน 4) ด้านการรับรู้มุมมอง ร่วมกัน 5) ด้านการมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่ายอย่างกว้างขวาง 6) ด้านการปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนและ 7) ด้าน การเกิดผลประโยชน์และความสนใจร่วมกัน ตามลำดับ
3. ความสัมพันธ์และผลสำเร็จของการจัดการเชิงเครือที่มีต่อวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ของวิสาหกิจชุมชนมีดังนี้ ด้านการรับรู้มุมมองร่วมกัน (Common Perception) คือมีแนวทางการดำเนินการร่วมกัน ของเครือข่าย ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Common Vision) การมีทิศทางและการมีเป้าหมายเดียวกันของสมาชิก กลุ่มเครือข่ายผ้าทอ ด้านการเกิดผลประโยชน์และความสนใจร่วมกัน (Mutual Interests/Benefits) การสร้างสรรค์ ผลงานร่วมกันตามแนวคิดกลุ่มเพื่อให้เกิดเป็นประโยชน์แก่ สมาชิกทุกคนในกลุ่มเครือข่ายผลิตภัณฑ์ผ้าทอเมืองแพร่ ด้านการมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่ายอย่างกว้างขวาง (All Stakeholders Participation) การดำเนินงาน ของสมาชิกเครือข่ายได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้การบริหารจัดการ ผลิตภัณฑ์ผ้าทอเมืองแพร่ การตลาดระหว่างชุมชน ในท้องถิ่นกับหน่วยงานภาครัฐด้านการเสริมสร้างซึ่งกันและกัน (Complementary Relationship) มีการสร้างความ ร่วมมือและเสริมสร้างองค์ความรู้ทางด้านนวัตกรรมในการจัดการด้านผ้าทอซึ่งกันและกันโดยนำจุดแข็งของฝ่ายหนึ่ง ไปช่วยเสริมจุดอ่อนของอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อสามารถนำไปแข่งขันในตลาดสินค้าได้ด้านการพึ่งพิงอิงร่วมกัน (Interdependence) การที่สมาชิกกลุ่มเครือข่ายผ้าทอเมืองแพร่ได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันในการดำเนินงานตามแนว วิสัยทัศน์และตามบทบาทหน้าที่ของสมาชิกเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการจัดการเครือข่ายผ้าทอเมืองแพร่ด้านการ ปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน (Interaction) การที่สมาชิกเครือข่ายได้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกลุ่มและภายนอก กลุ่มเพื่อสร้างความสัมพันธ์ ความสามัคคีเพื่อให้เกิดการพัฒนาในการจัดการเครือข่ายผ้าทอเมืองแพร่
4. เสนอองค์ความรู้ และระบบการจัดการเชิงเครือข่ายที่มีผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของวิสาหกิจผ้า ทอเมืองแพร่พบว่ากลุ่มวิสาหกิจผ้าทอควรมีทิศทางในการดำเนินการ 7 ด้านดังนี้
1) ด้านการส่งเสริมจากภาครัฐสำหรับกลุ่มผู้เริ่มต้นประกอบการ (Startup) 2) ด้านการมีส่วนร่วมของ สมาชิกกลุ่ม (Participation) 3) ด้านการเอื้ออารีและการเคารพซึ่งกันและกัน (Aryan and respect) 4) ด้านการ ผลิตสินค้าบนพื้นฐานธรรมชาติ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น (Products based on Natural, local wisdom and traditional) 5) ด้านคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของสมาชิก (well-being and life Qualities) 6) ด้านการ สร้างผู้นำรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง (Leadership) และ 7) ด้านการจัดทำแผนธุรกิจ (Marketing Plan)
##plugins.themes.bootstrap3.article.details##
ส่วน
การอ้างอิง
นิคม ชมพูหลง. (2548). ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การเรียนรู้, มหาสารคาม: อภิชาตการพิมพ์.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2554). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่สิบเอ็ด พ.ศ. 2555 - 2559, กรุงเทพมหานคร: สำนักนายกรัฐมนตรี.