พฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยของผู้ต้องขังชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายในเรือนจำแห่งหนึ่ง
##plugins.themes.bootstrap3.article.main##
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมและการเข้าถึงบริการการใช้ ถุงยางอนามัยของผู้ต้องขังชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายในเรือนจำ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรม กับ ความรู้ ทัศนคติและการเข้าถึงบริการการใช้ถุงยางอนามัยของผู้ต้องขังชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายในเรือนจำ ระเบียบ วิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรได้แก่ ผู้ต้องขังชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายในเรือนจำจำนวน 150 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่า เบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่า
1. พบว่าเป็นเพศชายมีช่วงอายุ 21-30 ปีมากที่สุด ร้อยละ 41 ประชากรศึกษา ส่วนใหญ่มีโทษฐาน ความผิดเกี่ยวกับจำหน่ายยาเสพติดมากที่สุดร้อยละ 47.3 ส่วนใหญ่ประจำแดน 4 ร้อยละ 40.7 มีกำหนดโทษที่ เหลือไม่เกิน 5 ปี ร้อยละ 51.3 ส่วนใหญ่จัดตัวเองอยู่ในกลุ่มสาวประเภทสองร้อยละ 45.3 รองลงมาจัดตัวเองอยู่ใน กลุ่มเกย์คิงร้อยละ 29.3 โดยเคยมีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ 100 ส่วนผลเลือดเอชไอวีส่วนใหญ่ผลเป็นลบร้อยละ 93.3 และส่วนใหญ่อวัยวะเพศไม่ได้มีการดัดแปลงร้อยละ 86.7
2. ผู้ต้องขังที่มีเพศสัมพันธ์กับชายมีความรู้เรื่องการใช้ถุงยางอนามัยอยู่ในระดับดีทัศนคติการและพฤติกรรม การใช้ถุงยางอนามัยอยู่ในระดับปานกลางและการเข้าถึงบริการการใช้ถุงยางอนามัยทั้ง 4 ด้านคือ ด้านความพอเพียง บริการที่มีอยู่ ด้านความสามารถเข้าถึงแหล่งบริการ ด้านความสะดวกในการใช้บริการและด้านการยอมรับในการใช้ บริการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง
3. ความสัมพันธ์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันระหว่างพฤติกรรมกับการถุงยางอนามัย เท่ากับ 0.14 ระหว่างพฤติกรรมกับทัศนคติการใช้ถุงยางอนามัยเท่ากับ 0.23 ระหว่างพฤติกรรมกับการเข้าถึง บริการการใช้ถุงยางอนามัยเท่ากับ 0.14 ซึ่งความสัมพันธ์ทุกคู่จัดเป็นความสัมพันธ์ทิศทางเดียวกันอยู่ในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ .01
พฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยของผู้ต้องขังชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายในเรือนจำอยู่ในระดับปานกลาง ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับความรู้ ทัศนคติและการเข้าถึงบริการถุงยางอนามัยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำ เพราะฉะนั้น เรือนจำควรมีพื้นที่ในการจัดกิจกรรมหรือจัดตั้งชมรมสำหรับกลุ่มเป้าหมายในแต่ละแดนเพื่อมีพื้นที่ยืน ร่วมกับผู้ต้องขังรายอื่น และเปิดกว้างให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมป้องกันโรคเอชไอวีในเรือนจำ เรือนจำควร มีการจัดตั้งศูนย์บริการชุมชนในเรือนจำ(Drop in Center)เพื่อลดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ลดการเสียชีวิตในผู้ติด เชื้อเอชไอวี ลดการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะ ต่อไป
##plugins.themes.bootstrap3.article.details##
ส่วน
การอ้างอิง
1.ภาษาไทย
จิรภัทร หลงกุล และสุพรรณี พรหมเทศ. (2555). การใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ในกลุ่มชายที่มี เพศสัมพันธ์กับชายในจังหวัดขอนแก่น.วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น,5(2).
ทรงวุฒิ ขวาไทย. (2541). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการ ป้องกันโรคเอดส์ของ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดกรมสามัญศึกษาจังหวัด ชัยภูมิ, วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ประภาเพ็ญ สุวรรณ. 2526. ทัศนคติ: การวัด การเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมอนามัย.กรุงเทพมหานคร:ไทยวัฒนาพานิช.
วนิดา ปาวรีย์. (2557). พฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อการป้องกันโรคติดต่อทาง เพศสัมพันธ์ของประชาชนใน ชุมชนวัดสีสุก เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร. วารสารวิชาการสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่ง ประเทศไทย (สสอท.). 20(2).
สุธิดา อินทรเพชร. (2551). จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต, คณะ พยาบาลศาสตรมหาวิทยาลัย เชียงใหม่ การพัฒนารูปแบบการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย
สุภาวิณี บัวจารัส. (2554). พฤติกรรมการป้องกันโรคเอดส์ของนักศึกษาในวิทยาลัยการอาชีพแห่งหนึ่งจังหวัด ชัยภูมิ. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ, 1(4).
2.ภาษาอังกฤษ
Lau, T., Yu, X., Mak, W., Chaeng, Y., Zhang, J., et al. (2013). Prevalence of inconsistent condom use and associated factors among HIV discondant couples in rural country in China. AIDS Behaviors, 17(5).
Nonaka, Kujiro and Takeuchi, Hirotaka. (2000). Classic work: Theory of Organizational Knowledge.
Schwartz, N. E. (1975). Nutrition knowledge attitude and practice of high school Graduate. Journal of the American Diabetic Association, 66.