การศึกษาความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการบริหารการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธ กรณีศึกษา : วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก
##plugins.themes.bootstrap3.article.main##
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ๑. เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธ กรณีศึกษา: วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ๒. เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธ กรณีศึกษา: วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ๓. เพื่อหาแนวทางพัฒนาการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธ กรณีศึกษา: วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนที่มาท่องเที่ยววัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก จำนวน ๓๘๒ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า ๕ ระดับ ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ ๐.๙๖ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) t-test และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว One-Way ANOVA
ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธ กรณีศึกษา: วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาศาสนสถาน รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาศาสนบุคคลและบุคลากรในวัด และด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยลำดับสุดท้าย ได้แก่ ด้านการพัฒนากิจกรรมภายในวัด
การศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธ กรณีศึกษา: วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ทั้ง ๔ ด้าน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ ที่แตกต่างกันส่งผลต่อการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธ กรณีศึกษา: วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ทั้ง ๔ ด้าน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ และอาชีพที่แตกต่างกันส่งผลต่อการบริหารจัดการท่องเที่ยวเชิงพุทธ กรณีศึกษา: วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการพัฒนาศาสนสถาน ด้านการพัฒนาศาสนบุคคลและบุคลากรภายในวัด ด้านการพัฒนากิจกรรมภายในวัด และด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕
##plugins.themes.bootstrap3.article.details##
ส่วน
การอ้างอิง
กฤษดา ขุ่ยอาภัย. การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: กรณีศึกษาบ้านลวงเหนือ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ต จังหวัดเชียงใหม่. การค้นคว้าอิสระศิลปะศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๒.
จุฑาพร ทองเพ็ง. แนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธ กรณีศึกษา: วัดประชาคมวนาราม อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด. วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาการปกครองท้องถิ่น) มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๕๗.
บุญชม ศรีสะอาด. การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ ๙. กรุงเทพ: สุวีริยาสาส์น, ๒๕๕๔.
ผณินทรา ธนะเพ็ชร. พฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยในการท่องเที่ยวเชิงพุทธ กรณีศึกษา: วัดป่าธรรมอุทยาน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาการปกครองท้องถิ่น) มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๕๖.
พระเทพสาครมุนี (แก้ว สุวณฺณโชโต). อดีตเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาครและเจ้าอาวาสวัดสุทธิวาตวราราม อนุสรณ์ในงานเคลื่อนศพสู่วิหารหลังใหม่. กรุงเทพฯ: รุ่งเรืองธรรม, ๒๕๒๙.
พวงรัตน์ ทวีรัตน์. วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ ๘. กรุงเทพฯ: เจริญผล, ๒๕๔๐.