สื่อสังคมออนไลน์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในปัจจุบัน

##plugins.themes.bootstrap3.article.main##

ปาณิสรา อินทราวุธ
สุวารี รวบทองศรี
ประทีป ยศนรินทร์

บทคัดย่อ

บทความนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อจะนำเสนอการใช้สื่อออนไลน์ในรูปแบบของการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองในยุคปัจจุบันที่มีการพัฒนาด้านการสื่อสารที่ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง การเปลี่ยนแปลง
ในการแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบของการมีส่วนร่วมทางการเมือง ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้า
มามีบทบาททางการเมือง  ในด้านของการนำสื่อออนไลน์เป็นช่องทางในการแสดงออกทางการเมือง 
ทำให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet)และ
เทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สาย  ได้เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารและช่องทางติดต่อสื่อสารของประชาชน
ได้ง่าย สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประชาชนสามารถติดต่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่าง
สะดวกสบาย ซึ่งก็รวมถึงการเมืองที่ทำให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านสื่อสังคม
ออนไลน์  ฉะนั้น สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการมีส่วนร่วมทางการเมืองในหลาย
ประเทศรวมถึงประเทศไทย สื่อสังคมออนไลน์สามารถใช้เพื่อมีส่วนร่วมทางการเมืองได้หลายวิธี  เช่น 
1.แคมเปญทางการเมือง: พรรคการเมืองและผู้สมัครสามารถใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อ
โปรโมตแคมเปญและเข้าถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ สื่อสังคมออนไลน์เป็นวิธีที่คุ้มค่าในการเข้าถึงประชาชน
จำนวนมาก และช่วยให้ผู้สมัครมีส่วนร่วมโดยตรงกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  ผ่านการแสดงความคิดเห็น การ
ถูกใจ และการแชร์ 
2.การอภิปรายทางการเมือง: แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่สำหรับผู้คนเพื่อหารือ
เกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองและแบ่งปันความคิดเห็น สิ่งนี้ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการโต้วาที
ทางการเมืองและแสดงความคิดเห็น


3.การระดมพล: สื่อสังคมสามารถใช้เพื่อระดมคนเพื่อดำเนินการทางการเมือง เช่น ใช้เพื่อ
จัดการประท้วงหรือการชุมนุม หรือสนับสนุนให้ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง 
4.ความรับผิดชอบ: โซเชียลมีเดียสามารถใช้เพื่อให้นักการเมืองรับผิดชอบต่อการกระทำของ
ตัวเอง รวมถึงประชาชนสามารถใช้โซเชียลมีเดียติดตามการกระทำของนักการเมืองและตำหนิ
พฤติกรรมที่เห็นว่าไม่เหมาะสมหรือผิดจริยธรรมได้ 
5.ความโปร่งใส: สื่อสังคมสามารถส่งเสริมความโปร่งใสในการเมืองโดยให้ประชาชนสามารถ
เข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทางการเมืองและการตัดสินใจ โดยจะเพิ่มความไว้วางใจในสถาบัน
ทางการเมืองและปรับปรุงการมีส่วนร่วมของพลเมืองในกระบวนการทางการเมือง เป็นต้น

##plugins.themes.bootstrap3.article.details##

ส่วน

บทความวิชาการ

การอ้างอิง

บวรศักดิ์ อุวรรณโณและถวิลวดี บรีกุล. (2548). ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม.กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์

แห่งจุฬาลงกรณ์ พิมพ์ครั้งที่ 1

ปาริชาติ วลัยเสถียร. (2542). ทฤษฎี และ หลักการพัฒนาชุมชน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย

ธรรมศาสตร์.

ปาริชาติ วลัยเสถียร และคณะ. กระบวนการพัฒนาและเทคนิคการทำงานของนักพัฒนา.กรุงเทพฯ :

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ภานุวัฒน์ กองราช. (2554). การศึกษาพฤติกรรมการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของวัยรุ่นประเทศไทย

กรณีศึกษาเฟซบุ๊ก. ปริญญานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาการบริหารเทคโนโลยี,

มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์.

มาสสิริ พงษ์ศิริ และ พายัพ พะยอมยนต์. (2559). การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขต

พื้นที่เทศบาลนครนนทบุรี. วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต.

ระวิ แก้วสุกใส และ ชัยรัตน์ จุสาโล. (2556). เครือข่ายสังคมออนไลน์: กรณี เฟสบุ๊ค(Facebook)

กับการพัฒนาผู้เรียน. Princess of Naradhiwas University Journal.

วิภา อุตมฉันท์. (2544). การผลิตสื่อโทรทัศน์และสื่อคอมพิวเตอร์: กระบวนการสร้างสรรค์และเทคนิค

การผลิต. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: บุ๊คส์ พอยท์.

วิษณุ เครืองาม. (2530). กฎหมายรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์นิติบรรณาการ, พิมพ์ครั้งที่ 3.

สุนทร ยอมศิริ.(2556). ความรู้ความเข้าใจของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีโดยตรง :

กรณีศึกษาเทศบาลนครเชียงใหม่.การค้นคว้าแบบอิสระศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา

เศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย. การมีส่วนร่วมทางการเมืองกับหลักประชาธิปไตยในสังคมไทย : หลักสูตร

หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 3 วิทยาลัยธรรมนูญ สำนักงานรัฐธรรมนูญ.

Kenneth L.Hacker and Jan Van Dijk, Digital Democracy (New Delhi: SAGE, 2000), p.1.

THAIDIGIZEN, “ความเป็นพลเมืองดิจิทัล: พลเมืองแห่งศตวรรษที่ 21,”https://thaidigizen.com

/digital-citizenship/ch1-digital-citizenship (เข้าถึงเมื่อวันที่ 10 มค. 2566).

David Winston, “Digital Democracy and the New Age of Reason,” in Henry Jenkins

and David Thorburn (eds.), Democracy and New Media ( Cambridge: MIT

Press, 2004), pp.133-142